“หุ่นยนต์ดินสอ” กู้ศักดิ์ศรี นวัตกรรมไทยบุกโลก
หุ่นยนต์ “ดินสอ” ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อของ “เฉลิมพล ปุณโณทก” ว่าคนไทยมีศักดิ์ศรี และเป็นเจ้าเทคโนโลยีเองได้ จึงรวบรวบรวมกำลังพลหลายแขนงแชมป์หุ่นยนต์ โปรแกรมเมอร์ และนักวิศวกร โดยมีเขาเป็นผู้ดูความต้องการตลาด กระทั่งพัฒนาหุ่นยนต์ไทยตัวแรกที่เป็นเพื่อนผู้สูงวัยในญี่ปุ่นและส่งออกไปยุโรป จากกลยุทธ์คิดนำโลกเส้นทางพาไทยเป็นเจ้าเทคโนโลยีและเจ้าของแบรนด์

ธุรกิจไทยที่เติบโตมายุคเดิมกำลังจะถดถอยหากไม่ปรับตัวและไม่ลุกขึ้นสู้พัฒนานวัตกรรมเป็นเจ้าของแบรนด์ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล “เฉลิมพล ปุณโณทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย โรโบติกส์ จำกัด เห็นถึงสัญญาณทางตันของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เจอแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้านเมื่อธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกใบใหม่ ที่ธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังเบ่งบาน เติบโตจากคนรุ่นใหม่


“ทุกคนกำลังกังวลกับอนาคตเพราะคนไทยเรากลัวการเปลี่ยนแปลง เมื่อเห็นเด็กสตาร์ทอัพ (Startup) SMEs ที่อายุเยอะแล้ว คนวัยเรากลัวสู้ไม่ได้ คิดไม่ออกจะมีคุณค่าอย่างไร เมื่อสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นเราไม่ได้เรียน” เฉลิมพลอธิบาย


เฉลิมพล เล่าว่า ผู้ประกอบการ SMEs ที่ผ่านมาไม่ใช่นักคิด แต่เป็นนักตามและนักปฏิบัติ เพราะเติบโตในยุค 3.0 เป็นยุคที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในไทยเติบโตมาจากการเป็น “ผู้ตาม” (Follower) ไม่ใช่ “ผู้นำ” (Leader) ยุคแห่งการดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุน คนไทยก็ทำหน้าที่ผู้รับจ้างผลิต (OEM) และซัพพลาย เช่นในประเทศจึงเป็นเพียงผู้ตามไม่ใช่เจ้าของแบรนด์


ทว่า เป็นยุคธุรกิจดิจิทัล นักธุรกิจรุ่นเก่าต้องกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมุมคิด บนเกมส์รบโลกยุคใหม่ 4.0 ยุคที่ต้องสร้าง “ปัญญา” มารบกัน คนไทยต้องมี “นวัตกรรม” และ “สร้างแบรนด์” จึงอยู่รอด


“เราจะต้องทวงความยิ่งใหญ่ของศักดิ์ศรีชาติไทยได้ก็ต้องเป็นเจ้าของแบรนด์และนวัตกรรม” จึงต้องคิด “นำโลก” ไม่ใช่คิด “เดินทันโลก” จะไม่เหลืออะไรที่เป็นของเราเอง


ดังเช่นการสร้าง “หุ่นยนต์ดินสอ” กำเนิดหุ่นยนต์ดินสอ หุ่นยนต์พันธุ์ไทยออกไปกู้ศักดิ์ศรี ช่วยเหลือผู้สูงอายุในตลาดญี่ปุ่น จนเป็นที่ยอมรับใน 3 ปีที่แล้ว จนกระทั่งต่อยอดเป็นหุ่นยนต์ เพื่อผู้สูงวัยที่มีนวัตกรรมเรืองแสง มีตัวเซ็นเซอร์ มองเห็นผู้สูงอายุลุกจากเตียงในเวลากลางคืน แล้วส่งข้อมูลให้ญาติผู้ป่วย และหุ่นยนต์คอยช่วยเหลือเข้าห้องน้ำ




ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ฟีเจอร์ ดวงตาเซ็นเตอร์วัดระดับดูการเต้นของหัวใจผิดปกติ เพื่อเตือนก่อนที่ผู้สูงวัยจะรู้ตัว ตลอดจนเป็นหุ่นยนต์บันเทิงที่ชวนร้องเพลง เต้นรำแก้เหงาได้ นวัตกรรมบริการที่ผสมผสานระหว่างการบริการอย่างไทยแฝงอยู่ในหุ่นยนต์ที่ไม่มีใครคิดทำ เพื่อผู้สูงอายุแบบเฉพาะทางมากขนาดนี้


“ประชากรผู้สูงอายุ 30 ล้านคน ตลาดใหญ่ที่จะเป็นโอกาสมหาศาล จากนั้นมีคนติดต่อไปสวีเดน และตลาดยุโรปอื่น ๆ อีกหลายประเทศ”


เฉลิมพล คือ นักการตลาดที่ไม่มีความรู้ด้านหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์เลย แต่สามารถพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ล้ำ ๆ จนเกิดผลในเชิงพาณิชย์ที่มาจากการคิด สร้างสรรค์คุณค่า แก้ไขปัญหาให้ชีวิตประจำวันของสังคมก่อนเป็นอันดับแรก นวัตกรรมก็จะตามมา

ผมกล้าคิดนอกกรอบ กล้าก้าวข้ามสายสิญจน์ที่กั้นไว้ ไม่กลัวผี เพราะไม่เคยเห็นผี เพราะสายสิญจน์คืออุปสรรคที่ทำให้เรากลัวสู้เขาไม่ได้ และกลัวทำไม่สำเร็จ จนคนมักวาดภาพไว้ในหัวเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่กล้าก้าวข้ามไป ถ้าผมปอดแหกไม่กล้าออกไปดูเพราะกลัวตลาดญี่ปุ่น ป่านนี้คงไม่ได้เอาดินสอเปิดตลาดญี่ปุ่น


ความคิดที่เอาชนะความกลัว หากกลัวผีหรือกลัวคู่แข่งในตลาดญี่ปุ่น ทำให้เขากวาดตลาดหุ่นยนต์ เพื่อผู้สูงอายุญี่ปุ่นได้ก็เป็นบันไดไปสู่ประเทศอื่น ๆ ยอมรับหุ่นยนต์เมดอินไทยแลนด์


เฉลิมพลไม่เคยเป็นแชมป์หุ่นยนต์แต่เป็น “นักประกอบร่างสร้างทีม” ดึงวิศวกร และนักคอมพิวเตอร์ แชมป์หุ่นยนต์มาร่วมมือกันสร้างหุ่นยนต์ เปรียบได้กับ เล่นบท โจโฉ หรือ เล่าปี่ ในมหากาพย์สามก๊ก ที่เป็นผู้รวบรวมกองทัพคนเก่งอย่างขงเบ้งเข้ามาทำงานให้


“เมืองไทยเรามีคนเก่ง ๆ อย่างขงเบ้งจำนวนมาก จึงมีหมอ วิศวกร ซึ่งคนเก่งมาก ๆ แต่มีอัตราไม่ค่อยมาก เมืองไทยจึงขาดคนอย่างเล่าปี่ และโจโฉ คือคนอ่านคนเป็นแล้วมารวมทีม บิวท์คนให้คนเก่งมารวมกัน”




สำหรับแผนธุรกิจ (Business Plan) เขาวางโมเดลไว้ 3 ขั้นตอน พัฒนาหุ่นยนต์ดินสอ คือ แผน A พัฒนาเป็นพรีเซนต์เตอร์แทนดารา ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการออกสื่อโฆษณาโดยไม่ต้องเสียงบการตลาดนับสิบล้านทำให้คนรู้จักดินสอ และมีรายได้เข้ามา โดยที่ยังขายไม่ได้ แผน B พัฒนาเป็นการ์ตูนเรื่องราว และ แผน C ขายหุ่นยนต์ ที่ 3 ปี แรกยังขายหุ่นยนต์ไม่ได้


“เมื่อหุ่นยนต์ออกมาจนมีชื่อเสียงมีคนเชิญมา จนคนรู้จักดินสอ ก็มีรายได้เข้ามาโดยที่ยังไม่ทำแผน B ก็นำไปสู่แผน C เลยคือการส่งออกหุ่นยนต์ และขายหุ่นยนต์ไปในเอ็มเคสุกี้ 10 ตัว รวมถึงบริษัทอื่น ล่าสุด ขายสินค้าแทนคนให้สหพัฒน์ 100 ตัว ”


สิ่งที่ SMEs จะรบชนะ จึงต้องมีความกล้าหาสิ่งที่ตัวเองถนัดเป็น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีในสิ่งนั้น จงอย่ากลัวว่าเด็กรุ่นใหม่จะเข้ามาแทนที่ เพราะคนรุ่นเก่ายังมีความเก๋าในการบริหารจัดการปัญหา รอบครอบ อ่านคนเป็น ไม่วู่วามประมาท สิ่งที่คนรุ่นใหม่ขาด และสิ่งสำคัญที่สุดคือ สิ่งที่คิดค้นนั้นต้องสร้างคุณค่าให้กับสังคม และโลกได้ยั่งยืน


“ทำอยู่ในพื้นที่ (Area) ที่เราถนัดแล้วอยากทำสกิลทุกอย่างถูกเปลี่ยนพัฒนาขึ้นใหม่ หากออกจากคอมฟอร์ทโซน หาประสบการณ์ใหม่ ๆ หยิบนู้นหยิบนี่มาผสม รวมจุดแข็งของคนสองเจนเนอเรชั่น ที่มีกรอบทำงานต่างกันแต่ร่วมกันได้”


บทความน่าสนใจ

ค้นหางานหรือหาคนทำงาน

เพิ่มเรซูเม่เพื่อหางานในฝัน หรือลงประกาศเพื่อหาคนทำงานที่ตรงใจกับ S-CURVE HUB