“ควายทอง” ปั้นรถเมล์ไฟฟ้า สู่รถหรูซุปเปอร์คาร์
ชาวจีนผู้ผ่านมาหลากหลายธุรกิจอย่าง จาง ควายทอง เข้าใจกลุ่มรากหญ้าของไทยคือเกษตรกรรม จึงปั้น “ควายทอง” แบรนด์น้องใหม่เครื่องจักรการเกษตร หลังจากธุรกิจล้มตามภาคการเกษตร เป็นจุดพลิกวิกฤติเป็นโอกาสแปลงร่างควายทองสู่รถเมล์ไฟฟ้าคันแรกของไทย เมื่อเจอพันธมิตรใหม่ ทำให้เกิดแผนรุก 360 องศา ปั้นแบรนด์ควายทองสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าแรกของไทย

จาง ควายทอง ผู้ก่อตั้งควายทอง โฮลดิ้ง กรุ๊ป จำกัด สร้างธุรกิจผ่านจุดพลิกผันอย่างโชกโชน อดทน บึกบึนไม่แพ้นามสกุล ควายทอง สกุลตั้งใหม่จากความหลงรักและผูกพันกับควายไทยมาตั้งแต่เด็ก เพราะเขามองว่าควายเป็นสัตว์ น่ารัก ขยัน อดทน เป็นกำลังสำคัญของกระดูกสันหลังของชาติมายาวนานหลายชั่วอายุคน


เขาเชื่อว่า “ควาย” เป็นสัตว์ควรถูกเชิดชู ยกย่อง แทนการปรียบควายเป็นคนโง่เขลา นั่นคือเหตุผลที่เขานำควายทอง มาสร้างแบรนด์สินค้า เจาะกลุ่มรากหญ้าสังคมไทย ตลาดที่ใหญ่ประชากรกว่า 40 ล้านคน หากกลุ่มคนเหล่านี้เติบโตเขาก็เติบโตไปด้วย 


ประเดิมชื่อ “ควายทอง” ใช้ในสินค้าเครื่องจักรทางการเกษตร เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยา เครื่องตัดหญ้า หรือรถเกี่ยวข้าวและนวดข้าว รวมถึงขยายเป็นร้านสะดวกซื้อหรือ แฟรนไชส์ “ควายทองช็อป” เขาตั้งเป้าหมายขยายไปถึง ไม่ต่ำกว่า 2 พันสาขา หรืออำเภอละ 1-2 สาขา ภายใน 3 ปี แต่ขยายได้เพียง 3 ปี ธุรกิจสะดุด 


จาง ควายทองมีแผนรุก 3 ขั้น 1. สร้างแบรนด์ ควายทอง 2. ขยายช่องทางการจำหน่ายและขนส่งสินค้า และ 3. เชื่อมโยงโลกไซเบอร์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ขยายกลุ่มประเทศอาเซียน


ทว่าธุรกิจสะดุดไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรไทยย่ำแย่จากผลผลิตราคาตก


“ชาวนาไม่ดี พ่อค้าก็ไม่ดีเป็นลูกโซ่ เมื่อราคาพืชผลตกต่ำ เกษตรกรย่ำแย่พ่อค้าก็พลอยตกต่ำไปด้วย” จางเล่า 


วิธีการดิ้นเพื่อความอยู่รอด โดยใช้ “ควายทอง โมเดล” หาพันธมิตรร่วมทุนจากจีน โดยการวิ่งหาคอนเน็คชั่นนักธุรกิจในฮ่องกง คือ ไฮบริด คิเนติค กรุ๊ป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ Lithium Titanate ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า เข้ามาร่วมทุนบุกเบิกตลาดรถเมล์ไฟฟ้าในไทย


จึงเป็นที่มา “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส” ของการร่วมทุนพัฒนารถเมล์ไฟฟ้าคันแรก ภายใต้แบรนด์ “ควายทอง” รุกตลาดไทย ลูกค้ารายแรกคือ บริษัทขนส่งผู้ได้รับสัมปทานรถเมล์ “วังศกาญจน์กิจ จำกัด” ซึ่งเป็นช่วงที่ปรับเปลี่ยนรถเมล์ หลังจากใช้งานมายาวนาน 30-40 ปี จึงสั่งซื้อรถเมล์ล็อตแรก 200 คัน คันละ 15 ล้านบาท หรือมูลค่าทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท


ด้วยต้นทุนแบตเตอรี่อายุการใช้งานยาวนาน 12 ปี ชาร์จเต็มภายใน 10-15 นาที ต่อระยะทาง 50 กม.หากเทียบกับแบตเตอรี่แบบเดิม ที่ต้องเปลี่ยนภายใน 2-3 ปี ใช้เวลาชาร์จ 5-6 ชั่วโมง จึงทำให้ผู้เดินรถเมล์เดินรถครั้งเดียว ถึงจุดคุ้มทุนภายใน 6 ปี


“ผู้ร่วมทุนมีจุดแข็งเรื่องแบตเตอรี่ แต่ไม่มีตลาดในไทย และควายทองก็วางโพสิชั่นนิ่งเป็นแบรนด์เพื่อผลิตสินค้าเพื่อรากหญ้า รถเมล์ก็เป็นกลุ่มประชากรรากหญ้า จึงเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับธุรกิจ จึงร่วมกันเปลี่ยนรถเมล์เอ็นจีวี เบนซิน และดีเซล ไปสู่รถไฟฟ้า คันแรกของประเทศ”




โดยกลุ่มผู้ร่วมทุนล่าสุดได้ลงนามกันว่าจ้าง บริษัท จู่ไห่ กว่างธง โฮลดิ้ง ผู้ผลิตรถยนต์จากจีน เข้าสร้างโรงงานประกออบรถเมล์ ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ โดย 200 คันแรก ใช้เงินลงทุนมูลค่า 100 ล้านบาท


นั่นหมายถึงมูลค่ารายได้กลุ่มธุรกิจก้าวกระโดดจากหลักร้อยล้านเฉพาะกลุ่มเครื่องจักรการเกษตร เป็นหลักพันล้านทันที เมื่อขายรถได้ 200 คัน 


เขายังมีแผนเข้าไปเจาะในกลุ่มบริษัทสัมปทานเดินรถรายอื่นที่ต้องการเปลี่ยนรถเมล์ รวมถึงรถเมล์ไฟฟ้าสำหรับองค์กร เช่น มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อเดินรถสำหรับพนักงาน ตลาดยังเปิดกว้างอีกมากมาย


ควายทองในอนาคตหากสำเร็จจะมีสินค้าทยอยเปิดตัวต่อมาทั้งรถยนต์ แบรนด์ควายทอง จักรยาน หรือยานพาหนะอื่น ๆ โดยตามรอยโมเดลที่เคยประสบความสำเร็จ แลมโบกินี (Lamborghini) รถสปอร์ตในฝันของใครหลายคนที่ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท ผู้ผลิตและเจ้าของเดิม เคยทำผลิตรถไถมาก่อน


“ควายทองก็เริ่มต้นจากรากฐานของการทำรถไถควายทองมาก่อน ในเฟสต่อ ๆ เราออกแบบรถยนต์ไว้แล้ว รอเปิดตัวในปีต่อ ๆ ไป แบรนด์ควายทองที่มีโลโก้คล้ายกัน แลมโบกินี สัญลักษณ์คือวัวกระทิง ขณะที่ควายทองก็เป็นสัตว์มีเขาเหมือนกัน”


 “เรามีพันธมิตรผู้ผลิตที่แข็งแกร่ง จึงใช้ควายทองโมเดลของเราคือการมีมาตรฐาน มีโนวฮาวทั้งตลาดและการผลิตสินค้านวัตกรรม”


ปัจจุบันกลุ่มผู้ร่วมทุนในควายทอง มี 5 กลุ่มธุรกิจ คือ เครื่องจักรการเกษตรขนาดเล็ก เครื่องจักรเกษตรขนาดใหญ่ ค้าปลีก และภาคการเกษตร เช่น ปลูกข้าว และล่าสุด คือ ควายทองมอเตอร์ จำหน่ายยานยนต์

ค้นหางานหรือหาคนทำงาน

เพิ่มเรซูเม่เพื่อหางานในฝัน หรือลงประกาศเพื่อหาคนทำงานที่ตรงใจกับ S-CURVE HUB